บันเทิงธรรม
อื่นๆ
สมาชิก
| คนรักษ์ดาบไทย ศิลปที่ยังควรคงอยู่ |
|
|
|
|
ครูอ๊อดอาจารย์สอนดาบไทยประจำสนามไทยญี่ปุ่น-ดินแดง ได้เล่าประวัติความเป็นมาของตนเองอย่างเป็นกันเองว่า เริ่มต้นจากการที่ครูอ๊อดเรียนจ่าทหารเรือเหล่าแพทย์ เมื่อ พศ.2506 ในตอนนั้นผู้อำนวยการเหล่าแพทย์ได้รู้จักกับ อาจารย์ทองหล่อ ไตรรัตน์ บรมครูแห่งดาบไทย ผู้เป็นเจ้าของสำนักดาบศรีไตรรัตน์ที่มีอายุการก่อตั้งกว่า 70 ปี จึงเชิญท่านมาสอนให้
โดยครูอ๊อดเริ่มสอนให้แก่เด็กๆอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2540 ที่โรงเรียนนายเรือ และอีกหลายโรงเรียน โดยสอนให้ฟรี ไม่เคยคิดเงิน ค่าเดินทางก็ออกเอง แม้กระทั่งอุปกรณ์อย่างดาบหวาย ก็ยังควักเงิเดือนของตนเพื่อให้เด็กๆได้มีโอกาสเล่น บางโรงเรียนเห็นใจก็ให้ค่ารถบ้าง แต่ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ แต่เนื่องจากที่เคยได้ร่ำเรียนมาก็ไม่ได้เสียเงินเสียทองมา จึงเหมือนเป็นการคืนประโยชน์ให้แก่แผ่นดิน
“กลัวว่าวิชากระบี่กระบองจะสูญหายไปจากสังคมไทย จากที่เคยมีกว่า 40 คณะ ปัจจุบันแทบจะไม่มีแล้ว บางทีลูกศิษย์จะมาเรียนต้องไปตามหาที่ร้านเกมส์เพื่อให้มาเรียน แต่ผมจะตามแค่ 3 ครั้ง ถ้าไม่มาเขาคงไม่อยากรับแล้ว อยากให้เด็กเข้ามาเรียน ไม่อยากให้ไปสนใจยาเสพติด ได้วิชาการป้องกันตัวได้” คำพูดที่แฝงไปด้วยความห่วงใยในการสูญสลายของศิลปะการป้องกันตัวของไทยอย่างกระบี่กระบอง ของครูอ๊อดนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเป็นอย่างยิ่ง
“การต่อสู้ด้วยดาบนั้นเป็นศิลปะของลูกผู้ชายเป็นการปะทะกันด้วยฝีมือ ซึ่งๆหน้า เหมือนที่เห็นในหนังประวัติศาสตร์บางทีเราไม่สามารถพกอาวุธเพื่อป้องกันตัวเองในที่ สาธารณะได้ แต่เมื่อเราเรียนรู้ถึงหลักแล้ว ปากกาเพียงแท่งเดียวก็ช่วยชีวิตเราได้ "ตอนนี้ยอมรับตามตรงว่าท้อ เพราะว่าเด็กๆหนี มันต้องอาศัยเวลาในการฝึก มันอาจจะดูน่าเบื่อในสายตาเขา สมัยก่อนผมฝึกกว่าจะได้จับดาบเดินฉากอย่างเดียวอยู่ 3 เดือน พอคนหนึ่งหนีไป อีกคนที่เสียคู่ซ้อมไปก็ไม่อยู่ อยากจะแทบกราบเด็กให้มาเรียนเสียด้วยซ้ำไป ชาติเราได้เอกราชมาก็เพราะดาบในสมัยก่อน แต่เหมือนวันนี้มันกำลังจะเสื่อมสลายไป” ทุกวันนี้การมาสอนของครูอ๊อด ในเรื่องของรายได้การตอบแทนนั้น เรียกได้ว่าแทบจะสอนเปล่าต้องสอนในวันเสาร์-อาทิตย์วันละ 2 ชั่วโมงในช่วง 16.00-18.00 น.นั้น รายได้ตอบแทนจากการกีฬาแห่งประเทศไทยเพียงวันละ 120 บาท ในบางครั้ง ก็ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ เนื่องจากไม่ได้รับความสนใจ ในบางคราต้องไปสอนกันในสนามหญ้า หรือ ระเบียงหลังโรงยิมในวันที่มีฝน เด็กที่มาเรียนนั้นหากจะเสียค่าใช้จ่ายก็มีเพียงค่าเสื้อกีฬา ร้อยกว่าบาทเท่านั้น “อยากจะให้กระทรวงศึกษาบรรจุเนื้อหาสาระลงไปในหลักสูตรให้มากกว่านี้ เพราะทุกวันนี้มีเพียงแค่รำ แต่ไม่ได้ซ้อมการตีอย่างลงลึกในรายละเอียด มันก็จะเป็นเพียง ความรู้ที่ผ่านมาและผ่านไป เด็กๆก็จะไม่ได้จดจำอะไรไป อยากจะให้มีเวลาอยู่กับศิลปะแขนงนี้ให้มากกว่านี้ อยากให้มีมาเสริมเพิ่มเติมจะได้ไม่น่าเบื่อ ผมรับปากอาจารย์ผมไว้ว่าผมจะสานต่อศิลปะตรงนี้ไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ จนกว่าจะตายจากโลกนี้ไป อาจารย์ผมนั่งเก้าอี้สอนท่านก็ยังสอน ยังมีจิตวิญญาณความเป็นครูจนวาระสุดท้าย ในคราที่ท่านจะไม่ไหวแล้ว นั่งรถเข็นใส่สายอ๊อกซิเจน ท่านก็ยังให้เข็นมาเพื่อจะได้ดูได้สอน มันอยู่ในสายเลือดแล้ว อะไรก็คงจะทำให้หยุดที่จะสอนไม่ได้ สำนักวาเรรีโอ สำนักชื่อดังของอิตาลี่ ก็เอาองค์วิชาความรู้จากเราไป เมื่อครั้นเขามีโอกาสมาเมืองไทย เขามาชมการแข่งขันกระบี่กระบองไทยที่สนามหลวง ก็เกิดความศรัทธา ถึงขั้นมานั่งคุกเข่าขอให้สอนให้ เหมือนในหนังจีน ถ้าไม่สอนให้เขาๆก็ไม่ลุก อาจารย์ท่าก็สอนให้ ใช้เวลา 1 สัปดาห์เขาก็กลับไป พอกลับไป 2 เดือนเขาส่งตั๋วเครื่องบินมาให้ พอไปถึงก็เห็นว่าในโรงยิมเขาติดรูปอาจารย์ทองหล่อขนาดใหญ่ให้ลูกศิษย์ทุกคนต้องไหว้ก่อน ที่จะเข้าเรียน ที่โรงยิม วาเรรีโอ (Valerio Zadra สามารถ หาดูรายละเอียดได้จาก google) เขาบอกว่าทุกศาสตร์การต่อสู้ของโลกก็อยู่ในดาบไทยของเรา มันก็พาลให้รู้สึกว่าน้อยใจบ้าง ว่าคนต่างชาติให้ความสำคัญแก่ดาบไทย แต่ขณะเดียวกัน ดาบไทยกำลังจะเลือนหายไปจากบ้านเรา"
ในครั้งหนึ่งเมื่อเรายังไร้ซึ่งเทคโนโลยีทางการทหารอันทรงประสิทธิภาพเช่นในปัจจุบันนั้ ดาบของบรรพบุรุษเคยกอบกู้ให้ได้มาซึ่งเอกราชและปกป้องประเทศชาติมาแล้วอย่างนับไม่ถ้วน แต่ในวันนี้ สิ่งที่เคยเป็นความภาคภูมิใจนั้น กำลังเลือนหายและกำลังจะสูญสลายไปตามกาลเวลาที่กำลังผันผ่าน แต่ยังมีครูดาบไทยกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง อุทิศทั้งแรงกายและแรงใจในการสืบสานตำนานแห่งดาบไทยให้ยังคงอยู่ หากมีโอกาส ในช่วงเย็นของวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ถ้าว่างอยู่ อาจจะลองแวะผ่านดู บางทีเสหน่ห์ของดาบไทยอาจจะยังคงมีแรงดึงดูดพอ ที่จะหาคนมารับช่วงและเผยแพร่ต่อไปพร้อมกับคนกลุ่มนี้ก็เป็นได้.........คนรักษ์ดาบไทย
ขอขอบคุณ สำหรับบทความที่มีคุณค่ายิ่ง จาก http://www.thaicenternews.com/ |



บนความเปลี่ยนแปลงในกระแสเวลาแห่งโลกยุคสมัยใหม่ การกลืนกินของวัฒนธรรมต่างชาติ กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย หลายคนลืมเลือนถึงศิลปวัฒนธรรมเก่าๆ จนหมดสิ้น ต่างเลือกที่เดินเล่นเดินเที่ยวในแหล่งศูนย์รวมความบันเทิงตามแบบอย่างสมัยนิยม 








